|
อย่างเช่นที่ยกตัวอย่างเรื่อง ตื่นนอน...
โอ้ยสายอีกแล้ว ตาลีตาเหลือกวิ่งไปห้องน้ำ
แต่เท้าเจ้ากรรมดันไปเตะเอาขาเก้าอี้เข้าโครมเบ้อเร่อ
แวบนั้นก็รู้สึกโกรธทันที ใครวะ นั่งแล้วไม่เก็บให้ดี ....
จากตัวอย่างเรื่องนี้ บางคนถึงกับมองว่า
โห...อย่างนี้ก็ต้องตามรู้ตั้งแต่ลุกขึ้นวิ่ง เท้าก้าววิ่ง เท้าไปเตะเอาเก้าอี้
ความโกรธเกิดขึ้น พูดโวยวายออกมา
เพียงครู่เดียวก็มีสิ่งต่างๆเกิดปรากฏขึ้นตั้งมากมาย
แล้วจะตามรู้ได้ทั้งหมดได้ยังไงกันละเนี่ย
อยากจะบอกจริง ๆ เลยว่า การหัดตามรู้นี้
เราไม่ต้องไปกะเกณฑ์เอาว่าต้องตามรู้มากขนาดไหนหรอก
ใครมีขีดความสามารถแค่ไหนก็ตามรู้ไปแค่นั้น
สิ่งใดที่ยังตามรู้ไม่ได้ตามรู้ไม่ทัน ก็ช่างมันไว้ก่อน
(ตามรู้ได้ทันแค่ไหนก็ตามรู้แค่นั้นไปก่อน)
อย่างเช่นบางคน ไปรู้ทันเอาตอนโน่น ตอนที่โกรธและพูดโวยวายไปแล้ว
ก็ให้ตามรู้ความโกรธไปก่อน
ไม่ต้องไปพยายามตามรู้ให้ได้ตั้งแต่ลุกขึ้นวิ่งหรอก
การพยายามไปตามรู้ให้ได้ตั้งแต่ลุกขึ้นวิ่งทั้ง ๆ ที่ยังตามรู้ไม่ได้
มันเป็นการตามดัดจริตรู้เอา ไม่ใช่ตามรู้หรอกนะ
เอาละ เป็นอันว่าใครตามรู้ได้แค่ไหนก็ให้ตามรู้แค่นั้นกันไปก่อน
แต่ขอให้ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ตามรู้ให้บ่อย ๆ แล้วคอยดูซิว่า
เราสามารถตามรู้ได้เร็วขึ้นไหม สามารถตามรู้ได้บ่อยขึ้นไหม
สามารถตามรู้สิ่งที่เกิดปรากฏขึ้นได้มากขึ้นไหม
หากตามรู้ไปเรื่อย ๆ ตามรู้ให้บ่อยๆ แล้วจะเห็นเองว่า
พัฒนาการของการตามรู้นั้น
ไม่ได้เกิดจากการพยายามรู้ให้ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
แต่เกิดจากการตามรู้ให้บ่อย ๆ เท่าที่จะรู้ได้
แล้วมันก็จะพัฒนาของมันไปเอง
|