ทำความเข้าใจกันก่อน ใช้ความรู้สึกล้วน ๆ รับรู้ว่าเผลอไปบ่อยจริง ๆ ทำยังไงต่อเมื่อแจ้งใจแล้วว่าระหว่างวันเราเผลอไปบ่อยจริง ๆ เผลอไปแล้วก็ให้แล้วกันไป อีกมุมมองหนึ่งของการรู้ว่าเผลอไป ปรากฏการณ์ขณะกำลังรับรู้สิ่งใดๆ ด้วยความรู้สึกตัว ทำไมจึงรู้สึกตัวได้ยากนัก (สำหรับหลาย ๆ คน) ตามรู้สิ่งต่าง ๆ ระหว่างวันด้วยความรู้สึกตัว ต้องตามรู้กันมากแค่ไหน บางวันก็ตามรู้ได้ดี บางวันก็ตามรู้ได้บ้างไม่ได้บ้าง จะทำยังไงดี ตามรู้สิ่งต่าง ๆ ระหว่างวันแล้วไปเห็นปรากฏการณ์บางอย่างของจิตใจ ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ตามรู้ให้บ่อย ๆ ต่อไปอีก เพื่อให้เห็นความจริง จะให้ตามรู้ไปถึงไหน กลับบ้านไปตามรู้แต่ต้น
   
 
 


อย่างเช่นที่ยกตัวอย่างเรื่อง ตื่นนอน...
โอ้ยสายอีกแล้ว ตาลีตาเหลือกวิ่งไปห้องน้ำ
แต่เท้าเจ้ากรรมดันไปเตะเอาขาเก้าอี้เข้าโครมเบ้อเร่อ
แวบนั้นก็รู้สึกโกรธทันที ใครวะ นั่งแล้วไม่เก็บให้ดี ....

จากตัวอย่างเรื่องนี้ บางคนถึงกับมองว่า
โห...อย่างนี้ก็ต้องตามรู้ตั้งแต่ลุกขึ้นวิ่ง เท้าก้าววิ่ง เท้าไปเตะเอาเก้าอี้
ความโกรธเกิดขึ้น พูดโวยวายออกมา
เพียงครู่เดียวก็มีสิ่งต่างๆเกิดปรากฏขึ้นตั้งมากมาย
แล้วจะตามรู้ได้ทั้งหมดได้ยังไงกันละเนี่ย

อยากจะบอกจริง ๆ เลยว่า การหัดตามรู้นี้
เราไม่ต้องไปกะเกณฑ์เอาว่าต้องตามรู้มากขนาดไหนหรอก
ใครมีขีดความสามารถแค่ไหนก็ตามรู้ไปแค่นั้น
สิ่งใดที่ยังตามรู้ไม่ได้ตามรู้ไม่ทัน ก็ช่างมันไว้ก่อน
(ตามรู้ได้ทันแค่ไหนก็ตามรู้แค่นั้นไปก่อน)

อย่างเช่นบางคน ไปรู้ทันเอาตอนโน่น ตอนที่โกรธและพูดโวยวายไปแล้ว
ก็ให้ตามรู้ความโกรธไปก่อน
ไม่ต้องไปพยายามตามรู้ให้ได้ตั้งแต่ลุกขึ้นวิ่งหรอก
การพยายามไปตามรู้ให้ได้ตั้งแต่ลุกขึ้นวิ่งทั้ง ๆ ที่ยังตามรู้ไม่ได้
มันเป็นการตามดัดจริตรู้เอา ไม่ใช่ตามรู้หรอกนะ

เอาละ เป็นอันว่าใครตามรู้ได้แค่ไหนก็ให้ตามรู้แค่นั้นกันไปก่อน
แต่ขอให้ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ตามรู้ให้บ่อย ๆ แล้วคอยดูซิว่า
เราสามารถตามรู้ได้เร็วขึ้นไหม สามารถตามรู้ได้บ่อยขึ้นไหม
สามารถตามรู้สิ่งที่เกิดปรากฏขึ้นได้มากขึ้นไหม

หากตามรู้ไปเรื่อย ๆ ตามรู้ให้บ่อยๆ แล้วจะเห็นเองว่า
พัฒนาการของการตามรู้นั้น
ไม่ได้เกิดจากการพยายามรู้ให้ได้ดีกว่าที่เป็นอยู่
แต่เกิดจากการตามรู้ให้บ่อย ๆ เท่าที่จะรู้ได้
แล้วมันก็จะพัฒนาของมันไปเอง