ทำความเข้าใจกันก่อน ใช้ความรู้สึกล้วน ๆ รับรู้ว่าเผลอไปบ่อยจริง ๆ ทำยังไงต่อเมื่อแจ้งใจแล้วว่าระหว่างวันเราเผลอไปบ่อยจริง ๆ เผลอไปแล้วก็ให้แล้วกันไป อีกมุมมองหนึ่งของการรู้ว่าเผลอไป ปรากฏการณ์ขณะกำลังรับรู้สิ่งใดๆ ด้วยความรู้สึกตัว ทำไมจึงรู้สึกตัวได้ยากนัก (สำหรับหลาย ๆ คน) ตามรู้สิ่งต่าง ๆ ระหว่างวันด้วยความรู้สึกตัว ต้องตามรู้กันมากแค่ไหน บางวันก็ตามรู้ได้ดี บางวันก็ตามรู้ได้บ้างไม่ได้บ้าง จะทำยังไงดี ตามรู้สิ่งต่าง ๆ ระหว่างวันแล้วไปเห็นปรากฏการณ์บางอย่างของจิตใจ ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ตามรู้ให้บ่อย ๆ ต่อไปอีก เพื่อให้เห็นความจริง จะให้ตามรู้ไปถึงไหน กลับบ้านไปตามรู้แต่ต้น
   
 
 


เอ้า...ใครตามรู้สิ่งต่างๆระหว่างวันแล้ว
เกิดไปเห็นปรากฏการณ์บางอย่างของจิตใจบ้าง ยกมือขึ้น

ใครที่ยกมืออยู่ก็เอาลงได้แล้ว เดี๋ยวจะเมื่อย

คราวนี้เห็นทีต้องปรบมือให้คนที่ยกมือเมื่อตะกี๊สักหลาย ๆ แปะ
เพราะนั่นคือเครื่องชี้บอกว่า
การตามรู้มาตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ ได้มีการพัฒนาไปมากแล้วนั่นเอง

เอ...ว่าแต่ไปเห็นอะไรเข้าล่ะ
ใช่เห็นว่า ขณะกำลังตามรู้อยู่ รู้สึกเหมือนมีจิตใจบางส่วน
วิ่งออกไปทางตาบ้าง หูบ้าง จมูกบ้าง ลิ้นบ้าง กายบ้าง ใจบ้าง หรือเปล่า?
ใช่เห็นว่า หลังจากที่รู้สึกเหมือนมีจิตใจบางส่วนวิ่งออกไปแล้ว
ความรู้สึกตัวจะหายไป หรือเปล่า?
ใช่เห็นว่า คราใดที่ไม่อาจรับรู้สิ่งต่างๆด้วยความรู้สึกตัว
จะรู้สึกว่าจิตใจเป็นทุกข์ หรือเปล่า?

ถ้าไม่ใช่ก็ขอเอาที่ปรบมือให้คืนด้วย
แล้วก็ให้ตามรู้ไปเรื่อย ๆ ตามรู้ให้บ่อย ๆ ต่อไปอีกจนกว่าจะเห็นอย่างที่ถามไว้

ถ้าใช่ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะนี่เปรียบเสมือนสัญญาณที่บอกว่า
เราตามรู้มาจนเริ่มเห็นปรากฏการณ์ของจิตใจตัวเองในระหว่างวันได้บ้างแล้ว
นี่แหละที่ทำให้เราพอที่จะเป็นผู้รู้ระหว่างวันได้บ้างแล้ว

แล้วก็พอจะรู้สึกไหมว่า
การเผลอไป หรือการที่ไม่รู้สึกตัว มันก็เหมือนกับการฝันทั้งที่ยังลืมตา
แต่พอรู้สึกตัวขึ้น มันก็เหมือนตื่นออกมาจากความฝันนั้น
นี่แหละที่ทำให้เราพอที่จะเป็นผู้ตื่นระหว่างวันได้บ้างแล้ว

และบางคนก็อาจเคยเห็นว่า ขณะที่ตามรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความรู้สึกตัวอยู่นั้น
จะรู้สึกเหมือนจิตใจมันแผ่กว้างออก ไม่อึดอัดคับแคบเหมือนตอนที่ไม่รู้ตัว
จะรู้สึกเหมือนจิตใจมันเบาสบาย ร่าเริง เบิกบาน
นี่แหละที่ทำให้เราพอที่จะเป็นผู้เบิกบานระหว่างวันได้บ้างแล้ว